พุทธทาส
วันอังคารที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559
ปรโลก
วันอาทิตย์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2558
พุทธธรรมคือสิ่งๆ หนึ่ง ที่จะทำให้คนธรรมดากลายเป็นพุทธะ คือผู้ตรัสรู้ ผู้เบิกบาน
" พุทธธรรมคือสิ่งๆ หนึ่ง ที่จะทำให้คนธรรมดากลายเป็นพุทธะ
คือผู้ตรัสรู้ ผู้เบิกบาน, เป็นสิ่งธรรมดาอย่างหนึ่ง ซึ่งมีอยู่เบื้องหลังของชีวิต,
รุ่งเรืองสว่างไสวอยู่เสมอ ไม่รู้จักดับ ทรงตัวเองอยู่ได้ตลอดกาลและพร้อม
อยู่เสมอที่จะสัมผัสกับใจ ถ้าหากลอกเอาเครื่องหุ้มห่อจิตออกเสียได้เมื่อใด
ก็จะพบสิ่งๆ นั้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ให้แต่ความสงบ เยือกเย็น ความสะอาด และ
ความแจ่มแจ้ง ในปัญหาของชีวิตทุกอย่าง. สิ่งๆ นี้เป็นสัจธรรมอันเดียว
ที่สูงยิ่งกว่าสัจธรรมทั้งหลาย. ตราบใดที่มนุษย์ยังไม่พบสัจธรรมนี้
ความปลอดภัยที่แท้จริงของชีวิต ยังมีไม่ได้.
สาเหตุที่คนส่วนมากไม่สนใจในเรื่องนี้ เป็นเพราะไปเข้าใจเสียว่า
เรื่องพุทธธรรมไม่เกี่ยวกับคนเรา หรือเห็นไปเสียว่า ไม่จำเป็นต้องรู้ก็อาจหาความสุขได้ บางคน
เห็นว่า ถ้าสนใจกับเรื่องนี้แล้ว จะต้องทำตัวเป็นฤาษีชีไพร ต้องทำตัวให้เหินห่างจากความสนุก
เพลิดเพลินในโลกทุกอย่าง และบางคนถึงกับเห็นไปว่า เรื่องพุทธธรรมนั้นวิเศษจริง แต่ก็ยาก
ที่คนอย่างเราจะเข้าใจได้. อันที่จริง ความเข้าใจเช่นนั้น เป็นการหลอกตัวเองให้เข้าใจผิดทั้งสิ้น.
ข้อที่เข้าใจว่า พุทธธรรมไม่จำเป็นต้องรู้"ถ้าคุณอ่านตลอดคงเห็นที่ผมแทรก" ก็อาจหาความสุขได้นั้น ก็เป็นความจริง, แต่
ท่านคงไม่เคยรู้สึกว่า ความสุขที่เราแสวงหาและมีๆ กันอยู่นั้น เป็นของหลอกลวงเกือบทั้งสิ้น และ
มักมีพิษในภายหลังเสมอ. ถ้าได้สัมผัสกับพุทธธรรมเสียบ้าง พิษที่เกิดจากความสนุกนั้นจะลด
น้อยลง และสามารถแสวงหาความสุขที่สูงยิ่งๆ ขึ้นไป.
ข้อที่ว่า ถ้าคนสนใจกับเรื่องนี้ จะต้องออกไปเป็นฤาษีชีไพร เข้าไปแตะต้องกับความสุข
ในทางโลกไม่ได้เลยนั้น ข้อนี้ก็เป็นความเข้าใจผิดถนัด. พุทธศาสนาไม่มีการบังคับให้เชื่อ หรือ
บังคับให้ทำตาม. ท่านจะเป็นฤาษีหรือไม่ สุดแล้วแต่ความพอใจ. และก็ไม่ใช่เป็นกฎตายตัวว่า
ต้องเป็นฤาษีหรือนักบวชเท่านั้น จึงจะเข้าใจพุทธธรรมได้. เรื่องนี้ท่านผู้แสดงได้ชี้แจงไว้
ดีที่สุดแล้ว ในปาฐกถาของท่าน.
ข้อที่ว่า คนธรรมดาไม่ใช่นักบวชหรือนักปราชญ์เข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้นั้น ก็ยังขัดต่อ
ความจริง ในครั้งพุทธกาล ปรากฏว่าคนอายุ ๗ ขวบทั้งหญิงทั้งชาย หรือฆราวาสผู้ครองเรือน
เข้าใจเรื่องนี้ได้ ก็มีอยู่ ข้อที่ว่าเราเห็นว่ายากนั้น อาจเป็นเพราะเราไม่สนใจอย่างแท้จริง หรือ
เพราะอ่านหนังสือที่ทำอย่างไรเสียก็ไม่อาจเข้าใจได้ ก็ได้..."
ข้อควรทราบอีกอย่างหนึ่งก็คือว่า ปราชญ์มุสลิมในสมัยต่อมาได้นำเอาซูเราะห์ทั้งหมดในคัมภีร์อัล-กุรอานมาแบ่งเป็น 30 บท แต่ละบทมีความยาวใกล้เคียงกัน เรียกว่า ?ญุซฮ์? เพื่อให้มุสลิมผู้มีศรัทธาได้ใช้อ่านวันละบทในระหว่างถือศีลอดในเดือน รอมดอนครบ 30 วัน 30 บทพอดี ปัจจุบันนี้คัมภีร์อัล-กุรอานได้รับการแปลเป็นภาษาต่าง ๆ เกือบทุกภาษา และแพร่หลายไปทั่วโลก รวมทั้งฉบับภาษาไทยนอกจากนี้ยังมีอัล-ฮะดีต (Al-Hadith) แปลตามศัพท์ว่า ?อธิบาย? เป็นการบันทึกหรืออธิบายเกี่ยวกับคำสอน ตลอดจนจริยาวัตรของท่านศาสดานบีมะหะหมัด เดิมเป็นเรื่องเล่าและจดจำสืบต่อกันมา ภายหลังจึงมีผู้รวบรวมบันทึกเป็นลายลักษณ์อักษร มีหลายสำนวนหลายภาษา และมีมากมาย ฉบับภาษาไทยก็มี กล่าวกันว่ามีจำนวนไม่น้อยกว่า 4000 ข้อ เช่น
-มนุษย์ที่ดีที่สุด คือผู้บำเพ็ญประโยชน์แก่เพื่อนมนุษย์
-ผู้ใดมีความพยายาม ผู้นั้นจะได้รับความสำเร็จ
-บุรุษที่อิ่มหนำสำราญในขณะที่เพื่อนบ้านของเขากำลังตกยากนั้น ไม่ใช่มุสลิม
-อย่าริอ่านเป็นคนติดเหล้าหรือเล่นการพนัน
-ผู้ที่ดีที่สุดในพวกท่าน คือ ผู้ปฏิบัติต่อครอบครัวของเขาอย่างดีที่สุด
-ฯลฯ
ชาวมุสลิมนิยมศึกษาอัล-ฮะดีต เพื่อทราบรายละเอียดในชีวิตของท่านศาสดานบีเพื่อยึดถือเป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิตของแต่ละคน ถ้าเปรียบเทียบกับคัมภีร์อัล-กุรอานแล้ว อัล-ฮะดีตเป็นหนังสือที่มีความสำคัญก็จริง แต่ไม่อาจเปรียบเทียบความยิ่งใหญ่และความศักดิ์สิทธิ์ได้เท่ากับคัมภีร์อัล-กุรอาน ซึ่งเป็นพระวจนะและเป็นการสำแดง (Reveal) ของพระเจ้าที่ใคร ๆ จะโต้เถียงมิได้ แต่ถ้าพิจารณาในแง่การตีความและการปฏิบัติแล้ว ข้อความในคัมภีร์อัล-กุรอานมีหลายตอนที่เข้าใจยากและยังต้องการตีความกัน และเจ้าสำนักตีความทั้งหลายมักจะยกเอาอัล-ฮะดีตมาเป็นเครื่องช่วยในการพิจารณาตัดสินว่าคำใดถูกต้อง"ถ้าคุณอ่านตลอดคุณต้องเห็นประโยคนี้" เพราะคำอธิบายและแบบอย่างจริยาวัตรของท่านศาสดานบีมหะหมัดเองถือว่าสูงกว่าพวกนักปราชญ์ใด ๆ ดังนั้น ในแง่การตีความและการปฏิบัติแล้วอัล-ฮะดีตจึงยังคงความสำคัญอยู่มากทีเดียว
ในราวปี ค.ศ.๖๑๐ เมื่อมุฮัมมัดนั่งบำเพ็ญตนอยู่ในถ้ำบนยอดเขาฮิรออฺตามดั่งที่เคยทำเป็นประจำ ญิบรีลฑูตแห่งอัลลอหฺก็ปรากฏตนขึ้น และนำพระโองการจากพระผู้เป็นเจ้ามีความว่า จงอ่านเถิด ด้วยพระนามแห่งผู้อภิบาล ผู้ทรงให้บังเกิด พระองค์ผู้ทรงให้มนุษย์เกิดมาจากเลือดก้อนหนึ่ง จงอ่านเถิด และพระผู้อภิบาลของเธอนั้นคือผู้ทรงใจบุญยิ่ง ผู้ทรงสอนมนุษย์ด้วยปากกา ทรงสอนมนุษย์ในสิ่งที่เขาไม่รู้...(อัลอะลัก)
การประสูติของพระเยซู (ภาษาอังกฤษ: The Nativity of Jesus หรือเรียกง่ายๆ ว่า the Nativity) เป็นเรื่องรางการกำเนิดของจีซัสแห่งนาซาเร็ธ สำหรับผู้นับถือคริสต์ศาสนารายละเอียดเป็นทางการของการประสูติกล่าวไว้ในพระวรสารนักบุญแม็ทธิว และ พระวรสารนักบุญลูคซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของพันธสัญญาใหม่ของคัมภีร์ไบเบิล รายละเอียดที่ละเอียดกว่าจากแหล่งอื่นก็มีแต่มิได้รวมอยู่ในพระวรสารกฏบัตร พระวรสารนักบุญลูคซึ่งเป็นเชื่อกันว่าเป็นพระวรสารฉบับแรกของพระวรสารกฏบัตรมิได้กล่าวถึงการประสูติของพระเยซู[1]
คำบรรยายของพระวรสารนักบุญแม็ทธิว และพระวรสารนักบุญลูคกล่าวว่าจีซัสแห่งนาซาเร็ธเป็นลูกของพระแม่มารี ผู้เมื่อมีบุตรในท้องหมั้นอยู่กับโจเซฟจากตระกูลเดวิด การกำเนิดในร่างของแมรีเป็นการกำเนิดปาฏิหาริย์เพราะเป็นการกำเนิดโดยอำนาจของพระจิตมิใช่โดยโจเซฟ"ผมอยากรู้ว่าใครบ้างที่อ่านใครบ้างคอมเม้นอย่างเดียวตอนนี้ผมดักควายอยู่" ผู้ซึ่งเป็นเพียงพ่อในโลกมนุษย์ การประสูติของพระเยซูถูกประกาศต่อคนเลี้ยงแกะโดยเทวดา และโดยการที่มีดาวดวงใหม่ให้แมไจได้เห็น[2] พระวรสารกล่าวว่าการกำเนิดของพระเยซูเป็นไปตามคำพยากรณ์ของประกาศก แห่ง อิสราเอล
การระลึกถึง, การแสดง, หรือการสร้างสัญลักษณ์ของการกำเนิดของพระเยซูเป็นหัวใจของผู้นับถือคริสต์ศาสนาในการฉลองเทศกาลคริสต์มาส คำว่า “คริสต์มาส” เป็นการฉลองเทศกาลที่แสดงความเชื่อว่าจีซัสแห่งนาซาเร็ธคือ “ไครสท์” หรือ “เมสไซยาห์” ในพันธสัญญาเดิมของคัมภีร์ไบเบิล ในนิกายโรมันคาทอลิกและนิกายบางนิกายจุดยอดของการฉลองอยู่ที่ พิธีมิสซาเที่ยงคืน หรือเช้าวันคริสต์มาสซึ่งจะเป็นวันที่ 25 ธันวาคมเสมอ ทางนิกายอีสเติร์นออร์โธด็อกซ์จะอดอาหารก่อนวันคริสต์มาส 40 วัน และวันอาทิตย์สี่วันก่อนคริสต์มาสผู้นับถือคริสต์ศาสนาทั้งนิกายโรมันคาทอลิกและนิกายอังกลิคันก็จะฉลองเทศกาลแอ็ดเวนท์ (Advent) เพื่อเป็นการเตรียมตัวทางใจเพื่อความพร้อมที่จะฉลองวันประสูติของพระเยซู
3เวปลืมไป2ขอบคุณ
http://www.buddhadasa.com/
วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556
ยาระงับสรรพทุกข์
วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556
บุญหรือนิพพานเชิญเลือก
บุญหรือพระนิพพาน, เชิญเลือก
ชรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นไป
หาไม่ได้ เครื่องต้านต่อ ข้อนั้นหนา;
เมื่อเพ่งเห็น ภัยร้าย ในมรณา
รีบสถา- ปนาบุญ หนุนสุขไว้ฯ
(ของเทวดา)
ชรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นเป็น
หาให้เห็น เครื่องต้านต่อ ข้อนั้น; ให้
ผู้เพ่งเห็น ภัยทราม ในความตาย
จุ่งคืนคาย เหยื่อล่อ พอใจนิพพานฯ
(ของพระพุทธองค์)
พุทธทาสภิกขุ
บุญหรือพระนิพพาน, เชิญเลือก
ชรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นไป
หาไม่ได้ เครื่องต้านต่อ ข้อนั้นหนา;
เมื่อเพ่งเห็น ภัยร้าย ในมรณา
รีบสถา- ปนาบุญ หนุนสุขไว้ฯ
(ของเทวดา)
ชรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นเป็น
หาให้เห็น เครื่องต้านต่อ ข้อนั้น; ให้
ผู้เพ่งเห็น ภัยทราม ในความตาย
จุ่งคืนคาย เหยื่อล่อ พอใจนิพพานฯ
(ของพระพุทธองค์)
พุทธทาสภิกขุ
ชรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นไป
หาไม่ได้ เครื่องต้านต่อ ข้อนั้นหนา;
เมื่อเพ่งเห็น ภัยร้าย ในมรณา
รีบสถา- ปนาบุญ หนุนสุขไว้ฯ
(ของเทวดา)
ชรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นเป็น
หาให้เห็น เครื่องต้านต่อ ข้อนั้น; ให้
ผู้เพ่งเห็น ภัยทราม ในความตาย
จุ่งคืนคาย เหยื่อล่อ พอใจนิพพานฯ
(ของพระพุทธองค์)
พุทธทาสภิกขุ
วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556
ชาตินี้ ชาติหน้า การเวียนว่ายตายเกิด
ชาตินี้ ชาติหน้า
ในแง่มุมที่ท่านยังไม่รู้จัก
ชาติหน้า ที่ท่านไปถึงได้ โดยไม่ต้องตายเข้าโลง ไปเสียก่อน
เรื่องสำคัญที่สุด ที่ท่านจะต้องรู้จักเพื่อหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด
นรก-สวรรค์ ตามหลักของพระพุทธเจ้า เป็นสันทิฏฐิโก ที่สัมผัสกันได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ซึ่งดีกว่า จริงกว่า ชนิดที่คิดว่า จะมีกันต่อเมื่อตายแล้ว ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดี จะได้เป็นพุทธบริษัทสมชื่อ.
นรก-สวรรค์ ตามหลักของพระพุทธเจ้า เป็นสันทิฏฐิโก ที่สัมผัสกันได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้
ซึ่งดีกว่า จริงกว่า ชนิดที่คิดว่า จะมีกันต่อเมื่อตายแล้ว
ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดี จะได้เป็นพุทธบริษัทสมชื่อ.
ซึ่งดีกว่า จริงกว่า ชนิดที่คิดว่า จะมีกันต่อเมื่อตายแล้ว
ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดี จะได้เป็นพุทธบริษัทสมชื่อ.
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)




