วันพฤหัสบดีที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2556

ยาระงับสรรพทุกข์


http://dharma-notebooks.blogspot.com/2011/04/blog-post_28.html#!/2011/04/blog-post_28.html http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=yyswim&month=02-2008&date=19&group=12&gblog=11

วันอังคารที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2556

บุญหรือนิพพานเชิญเลือก

บุญหรือพระนิพพาน, เชิญเลือก

ชรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นไป
หาไม่ได้ เครื่องต้านต่อ ข้อนั้นหนา;
เมื่อเพ่งเห็น ภัยร้าย ในมรณา
รีบสถา- ปนาบุญ หนุนสุขไว้ฯ
(ของเทวดา)

ชรารุก ชีพทุกวัน จึ่งสั้นเป็น
หาให้เห็น เครื่องต้านต่อ ข้อนั้น; ให้
ผู้เพ่งเห็น ภัยทราม ในความตาย
จุ่งคืนคาย เหยื่อล่อ พอใจนิพพานฯ
(ของพระพุทธองค์)

พุทธทาสภิกขุ

วันศุกร์ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2556

ชาตินี้ ชาติหน้า การเวียนว่ายตายเกิด






ชาตินี้ ชาติหน้า

 ในแง่มุมที่ท่านยังไม่รู้จัก
ชาติหน้า ที่ท่านไปถึงได้ โดยไม่ต้องตายเข้าโลง ไปเสียก่อน
เรื่องสำคัญที่สุด ที่ท่านจะต้องรู้จักเพื่อหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด






นรก-สวรรค์ ตามหลักของพระพุทธเจ้า เป็นสันทิฏฐิโก ที่สัมผัสกันได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้ ซึ่งดีกว่า จริงกว่า ชนิดที่คิดว่า จะมีกันต่อเมื่อตายแล้ว ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดี จะได้เป็นพุทธบริษัทสมชื่อ.

นรก-สวรรค์ ตามหลักของพระพุทธเจ้า เป็นสันทิฏฐิโก ที่สัมผัสกันได้ที่นี่ เดี๋ยวนี้
ซึ่งดีกว่า จริงกว่า ชนิดที่คิดว่า จะมีกันต่อเมื่อตายแล้ว
ขอให้รู้จักกันไว้ให้ดี จะได้เป็นพุทธบริษัทสมชื่อ.

สวรรค์

http://www.buddhadasa.com/self/self_02.html
http://www.buddhadasa.com/self/self_02.html
http://www.buddhadasa.com/self/self_02.html


 "สวรรค์ที่มีได้ในทุกอิริยาบถ เป็นสิ่งที่มองข้ามกันไปเสีย หรือถึงกับยังไม่มีใครมองสิ่งนี้เป็นสิ่งที่มีได้จริง ยิ่งกว่าจริง! ที่นี่และเดี๋ยวนี้ก่อนการตายเป็นไหนๆ และไม่ต้องลงทุนอะไรเพิ่มเติมมากไปกว่าที่กำลังลงทุน หรือกระทำกันอยู่แล้ว, แต่ไม่รู้จักทำมันให้เป็นสวรรค์ขึ้นมา เพราะขาดสติสัมปชัญญะ และความรู้อันแท้จริงว่าหน้าที่การงานทุกอย่างนั้นแหละคือธรรมะ 
หรือพระเจ้าที่จะช่วยให้รอดได้อย่างแท้จริง"

ความมุ่งหมายของศาสนา

ความมุ่งหมายของพุทธศาสนานั้น มักจะถูกคนส่วนมากเข้าใจไปเสียว่า มุ่งหมายจะนำคนไปเมืองสวรรค์ จึงได้มีการสอนกันเป็นอย่างมาก ว่า สวรรค์เป็นแดนที่คนควรไปให้ถึง สวรรค์เป็นแดนแห่งความสุขที่สุด เลยมีการชักชวนกัน ให้ปรารถนาสวรรค์ ปรารถนากามารมณ์ อันวิเศษในชาติหน้า



ตามความหมายที่ถูกต้องนั้น มนุษยสมบัติ หมายถึง การได้ประโยชน์ อย่างมนุษย์ธรรมดาสามัญ จะลุถึงได้ ด้วยการเอาเหงื่อไคลเข้าแลก จนเป็นอยู่อย่างผาสุก ชนิดที่คนธรรมดาสามัญ จะพึงเป็นอยู่กันทั่วไป สวรรค์สมบัติ นั้นหมายถึง ประโยชน์ที่คนมีสติปัญญา มีบุญ มีอำนาจวาสนา เป็นพิเศษ จะพึงถือเอาได้ โดยไม่ต้องเอาเหงื่อไคลเข้าแลก ก็ยังมีชีวิตรุ่งเรืองอยู่ได้ ท่ามกลางทรัพย์สมบัติ เกียรติยศ ชื่อเสียง และ ความเต็มเปี่ยมทางกามคุณ ส่วน นิพพานสมบัติ นั้นหมายถึง การได้ความสงบเย็น เพราะไม่ถูก ราคะ โทสะ โมหะ เบียดเบียน จัดเป็นประโยชน์ ชนิดที่คนสองพวกข้างต้น ไม่อาจจะได้รับ เพราะเขาเหล่านั้น ยังจะต้องเร่าร้อน อยู่ด้วยพิษร้าย ของราคะโทสะ โมหะ ไม่อย่างใด ก็อย่างหนึ่ง เป็นธรรมดา แต่ถึงกระนั้น ก็ควรพิจารณาให้เห็นว่า สมบัติทั้ง ๓ นี้ เป็นเพียงประโยชน์ที่อยู่ในระดับ หรือ ชั้นต่างๆ กัน ที่คนเรา ควรจะพยายามเข้าถึง ให้ได้ทั้งหมด ที่นี่ และเดี๋ยวนี้ คือในเวลาปัจจุบัน ทันตาเห็น นี้จึงจะได้ชื่อว่า ได้รับสิ่งซึ่งพุทธศาสนาได้มีไว้สำหรับมอบให้แก่ คนทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ก็คือ คนที่ไม่ไร้ปัญญาเสียเลย

http://www.buddhadasa.com/self/self_02.html

ทำดีทำชั่ว

ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว

"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" นี้เป็นความจริง อันไม่ตาย คือ ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลง
แม้จะมีคนในสมัยหนึ่ง เกิดระแวงว่า
ทำไม คนทำชั่ว กลับร่ำรวยเร็ว
คนทำดี กลับยากจนลง หรือเป็นอยู่ด้วยความยากลำบากก็ตาม
ความจริง ก็ยังคงเป็นความจริงว่า "ทำดีได้ดี, ทำชั่วได้ชั่ว"
อยู่ตามเดิม ไม่โยกคลอน.
ทำดีได้ดีแน่ เพราะมันดี อยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง และมันดีเสร็จแล้วตั้งแต่เมื่อทำ
แต่ที่มันจะได้เงินหรืออื่นๆ ด้วยหรือไม่ นั่นเป็นอีกส่วนหนึ่ง
แม้ทำชั่ว ก็เป็นอย่างเดียวกัน มันชั่วอยู่ที่ตัวการกระทำนั่นเอง
ไปทำเข้า มันก็ชั่ว มาเสร็จแล้ว ตั้งแต่เมื่อทำ จะได้เงินด้วยหรือไม่ นั่นอีกส่วนหนึ่ง
ฉะนั้น "ทำดีต้องได้ดี ทำชั่วต้องได้ชั่ว" โดยไม่มีทางหลีกไปทางไหนพ้น.
ทำดีได้ดี และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็น "เงินดี"
ทำชั่วได้ชั่ว และถ้าได้เงินมาด้วย มันก็เป็น "เงินชั่ว"
เงินดี ทำเจ้าของให้เป็นเจ้าของที่ดี เย็นอกเย็นใจ
เงินชั่ว ทำเจ้าของให้เป็น "ปีศาจ ผู้สูบเลือดมนุษย์"
ฉะนั้น แม้จะได้เงินมามาก ด้วยการทำชั่ว
ก็มีแต่จะยิ่งทำเจ้าของให้เป็น "ปีศาจ" มากยิ่งขึ้น ตามส่วนนั่นเอง.
ฉะนั้น ความจริง คงหนีความจริงไปไม่พ้น ว่า
"ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว" อยู่จนตลอดกัลปาวสาน เป็นอย่างน้อย.
๒๙ พฤศจิกายน ๒๔๙๓

 



http://www.buddhadasa.com/freethinkbook/dogood.html